วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปปง.แจงเหตุFATFขึ้นบัญชีดำไทย

ปปง.แจงเหตุไทยถูกจัดเป็นประเทศเสี่ยงฟอกเงิน ย้ำต้องเร่งคลอดกฎหมาย 2 ฉบับ ก.ม.ฟอกเงิน และก.ม. ต้านสนับสนุนเงินก่อการร้าย เตือนภาคธุรกิจทำใจรับผลกระทบ "กิตติรัตน์" โบ้ยปปง.ดองเรื่องแก้กม.ฟอกเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 55 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ ปปง. แถลงข่าวกรณีคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force ) หรือ FATF ซึ่งเป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานสากลในด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ได้กำหนดรายชื่อประเทศไทยเป็น 1 ใน 15 ประเทศ ที่มีข้อบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พร้อมกำหนดให้เป็นประเทศต้องเฝ้าระวังทางการฟอกเงินและการสนับสนุนเงินแก่การก่อการร้าย ว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกของFATF

แต่ประเทศสมาชิก FATF รวม 40 ประเทศ มีมติว่าประเทศไทยยังขาดมาตรการหลายด้านในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism- AML/CFT) จึงแจ้งเตือนไปยังประเทศสมาชิกทั้งหมดว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการลงทุน เพราะไม่มีมาตรการป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องชี้แจงให้ประเทศต่างๆเข้าใจถึงปัญหาและความจำเป็น โดยที่ผ่านมา พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ทำหนังสือถึงประธาน FATF ว่าไทยกำลังปรับปรุงข้อบกพร่อง แต่มีความล่าช้าเนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและภัยธรรมชาติ แต่ FATF ก็ยังมีมติดังกล่าวออกมา

พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวอีกว่า เหตุผลที่ทำให้ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยง 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ประเทศไทยมีกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ยังขาดหลักการ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แม้ว่าจะมีร่างพ.ร.บ.ปรับปรุงกฎหมายฟอกเงินใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากรมว.ยุติธรรมไปแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป

2. การขาดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่จะสามารถป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดมูลฐาน หรือผู้ก่อการร้ายใช้สถาบันการเงินเป็นแหล่งฟอกเงิน หรือใช้เป็นช่องทางในการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งขณะนี้กฎกระทรวงได้ยกร่างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา

3. การขาดมาตรการกำหนดโทษและลงโทษ ดำเนินคดีแก่ผู้สนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ฯอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการปปง. เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวมีหลักการบางส่วนที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

"ในเร็วๆนี้ ผลกระทบจากการถูกกำหนดรายชื่อจะมีผลต่อการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ โดยจะมีความล่าช้าจากขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร ระยะเวลาในการทำธุรกรรมจะนานขึ้น ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งอาจเป็นปัญหาคล้ายกับประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งถูกจัดลำดับเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยในภาพรวมจะเป็นการลดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และจะทำให้คนไทยมีปัญหาในการทำธุรกรรมกับต่างประเทศด้วย โดยคาดว่าผลกระทบจะส่งถึงตลาดเงิน ตลาดทุน ธุรกิจเกี่ยวกับหลักทรัพย์ แต่ยืนยันได้ว่าการถูกกำหนดรายชื่อของไทย ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ผมมองว่าเป็นเรื่องที่บังเอิญเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้น"

พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้นว่า 1. จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้สามารถประกาศใช้กฎกระทรวง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และตรวจสอบลูกค้าของสถาบันการเงินโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้คนร้ายจ้างนอมินีเปิดบัญชีธนาคาร และใช้สถาบันการเงินเป็นแหล่งฟอกเงิน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.พ.นี้

2. เร่งตรากฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งตรงนี้ยอมรับว่าต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ

3. ปรับปรุงโครงสร้างและอัตรากำลังของสำนักงานปปง.ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอนุมัติอัตรากำลังให้แล้ว 4 ประสานความร่วมมือกับ 38 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีความชัดเจนเรื่องนโยบายป้องกันการฟอกเงิน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังระบุไม่ได้ว่า FATF จะปลดไทยออกจากประเทศที่มีความเสี่ยงเมื่อใด เนื่องจากFATF กำหนดว่าไทยยังมีข้อบกพร่องถึง 400 กิจกรรม หลักสำคัญคือจะต้องผ่านร่างกฎหมายฟอกเงินและกฎหมายต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายให้ได้เสียก่อน หากเร่งรัดอย่างจริงจังเชื่อว่าจะผ่านร่างกฎหมายได้ภายในสิ้นปี 2555 นี้

"ต้องเห็นใจประเทศไทย ที่ผ่านมาเรามีปัญหามากมาย มีความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการปปง. และพยายามผลักดันให้มีคณะกรรมการธุรกรรม จนปปง.สามารถกลับมายึดอายัดทรัพย์ได้อีกครั้ง สำหรับภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงขอให้เร่งแจ้งข้อมูลมายังปปง. เพราะขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าผลกระทบจะรุนแรงมากน้อยเพียงไร"

"กิตติรัตน์" โบ้ยปปง.ดองเรื่องแก้กม.ฟอกเงิน

นายกิติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือในรายละเอียดให้เกิดความชัดเจนต่อไปว่าในข้อเท็จจริงแล้วมีปัญหาที่แท้จริงอย่างไร โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาเป็นเรื่องเก่าเป็นปัญหาเดิมๆที่ไม่ได้รับการแก้ไข แต่เมื่อตนเข้ามาดูแลในรายละเอียดแล้วจะดำเนินการให้ถูกต้องโดยไม่คั่งค้างไว้แน่นอน แต่ต้องรอให้หน่วยงานที่ไปชี้แจงรายละเอียดนั้นเดินทางกลับมาก่อน ซึ่งเรื่อง ปปง.นี้มีจุดเริ่มต้นมานานหลายปีแล้วแต่ไม่ได้มีการดำเนินการ

วุฒิสภาลงมติให้“สีหนาท”นั่งเลขาปปง.ต่อ

ขณะที่การประชุมวุฒิสภามีมติเสียงข้างมากเป็นการลับ 82 ต่อ 50 เสียง เห็นชอบให้พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หลังจากวุฒิสภาดำเนินการประชุมลับมาเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง

สำหรับพ.ต.อ.สีหานาท ก่อนหน้านี้ได้มีข้าราชการ ปปง.ร้องเรียนเข้ามาที่คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภาว่า พ.ต.อ.สีหนาทเป็นบุคคลที่เคยถูกชี้มูลความผิดทางวินัย โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)จากกรณีใช้อำนาจหน้าที่มิชอบตามกฎหมายเข้าไปตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินของสื่อมวลชน และเอ็นจีโอก่อนที่ต่อมาจะมีพรบ.ล้างมลทินเพื่อลบล้างความผิดดังกล่าว จนกระทั่งวุฒิสภาต้องตั้งกมธ.ตรวจสอบประวัติก่อนให้ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นชอบในเวลาต่อมา


แหล่งข่าวคมชัดลึก

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

ซื้อข้าวเปลือก 4 แสนล้านบาท ดีแต่ผลาญ! (สารส้ม)

ซื้อข้าวเปลือก 4 แสนล้านบาท ดีแต่ผลาญ! (สารส้ม)
 ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า ถ้านักการเมืองคิดจะทำอะไร นำเสนอนโยบายอย่างไร ไม่ว่าจะใช้เงินมากมายมหาศาลขนาดไหน หากมันจะทำจริงๆ มันทำได้ทั้งนั้น

 เพราะว่ามันไม่ได้ใช้เงินตัวเองสักบาท!

 นโยบายที่รัฐบาลชุดนี้หาเสียงไว้ เรื่องไหนที่ใช้แค่เงิน รับรองว่ามันทำได้แน่นอน

 ถ้างบประมาณแผ่นดินไม่พอ ก็ขอกู้!

 จะคุ้มหรือไม่คุ้ม จะเกิดภาระต่อการคลังแผ่นดินในระยะยาวอย่างไร ทำไมจะต้องสน

 สำคัญที่สุด คือ ช่วงนี้ จะต้องรีบแสดงผลงานให้ชาวบ้านละลานตาละลานใจ เพื่อสังคมจะได้ไม่ต้องไปสนใจการโยกย้ายข้าราชการ ไล่ล่าล้างแค้น ล้างผิดช่วยทักษิณ

 วิธีง่ายที่สุด คือ เข็นมาตรการแจกจ่ายผลประโยชน์สารพัดสารเพ ผ่านนโยบายเอาหน้าประชานิยมต่างๆ ออกมาล่อตาล่อใจสื่อ ให้เฮโลกันตามเฉพาะเรื่องผลประโยชน์เฉพาะหน้าพวกนี้

 กรณีที่รัฐบาลจะรับซื้อข้าวเปลือกทุกเมล็ดในราคาสูงลิ่วนั้น เคยพูดตรงนี้ไปแล้วหลายครั้ง วันนี้ ขอนำความเห็นของคนอื่นมาสรุปให้ฟัง เพื่อต่อเติมประเด็น และเพิ่มมุมมอง

 1) คนแรก เคยเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย!

 ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทยในช่วงรัฐบาลทักษิณ ล่าสุด ถึงกับอดรนทนไม่ไหว ต้องเขียนบทความในบล็อคส่วนตัว http://www.oknation.net/blog/parnpree เตือนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับนโยบายรับจำนำข้าวแบบที่กำลังจะทำอยู่นี้ บางประเด็นระบุว่า

 1.1 "...ในฐานะที่ผมเคยดำรงตำแหน่งประธานองค์การคลังสินค้า(อคส.) อยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อไม่นานนัก ยังจำได้ถึงประสบการณ์ ในกระบวนการบริหารจัดการเพื่อนโยบายรับจำนำข้าว เพราะ อคส.ในขณะนั้น เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับจำนำข้าวให้รัฐบาล

 กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น มีตั้งแต่การปลอมปนข้าว 57 โรงสี ที่ตรวจสอบพบแล้ว แต่เรื่องกลับถูกดองไว้ ปัญหาการล็อคสเปคของเซอร์เวเยอร์ ปัญหาข้าวหายจากโกดังหลวง จำนวนข้าวในสต็อกไม่ครบ ข้าวเหลือในสต็อกแต่ไม่กล้าระบายออก เพราะกลัวราคาข้าวในประเทศจะตกต่ำ ซึ่งทำให้เสียหายมาก ผู้ชนะการประมูลข้าวไม่มารับข้าวจากโกดัง ไม่จ่ายค่าเช่า ไม่จ่ายค่าปรับค่าโกดังเก็บข้าวตามสัญญาอีก หรือฝ่ายการเมืองอนุมัติให้มีการเคลื่อนย้ายข้าวข้ามเขตได้เป็นกรณีๆ ไป โดยที่ไม่มีใครรับรู้ ฯลฯ..."

 1.2 "...ผลงานวิจัยและประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ไทยไม่สามารถกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกได้ด้วยราคารับจำนำที่สูง หรือด้วยการเก็บกักข้าวไว้ (เพราะข้าวเป็นสินค้าที่เก็บไว้ได้ไม่นาน ไม่ควรเก็บข้ามปี เพราะเสื่อมคุณภาพง่าย และต้นทุนกักเก็บสูง) ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อไทยขายข้าวในตลาดโลกราคาสูง ผู้ได้รับประโยชน์จากการส่งออก คือ ประเทศคู่แข่งขายข้าวกับไทย เช่น เวียดนาม

 ข้าวไทยไม่ใช่โภคภัณฑ์ที่สามารถผูกขาดในตลาดโลกได้ แม้จะเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ก็ตาม เพราะผู้ซื้อข้าวมีทางเลือกที่จะซื้อจากผู้ส่งออกประเทศอื่นๆ รวมทั้งเพิ่มผลผลิตภายในประเทศด้วย ต่างจากน้ำมัน ที่กลุ่มผู้ค้าน้ำมันสามารถรวมกลุ่มกันกำหนดราคาตลาดโลกได้ ดังนั้น การรับจำนำข้าวไทยในราคาสูง จึงไม่สัมพันธ์กับราคาข้าวในตลาดโลก หรือทำให้ราคาตลาดโลกสูงไปด้วย ถึงไทยจะรับจำนำข้าวไว้ในราคาสูงกว่าราคาตลาด ก็จะต้องส่งออกตามราคาตลาดโลก ซึ่งหากขายแพงกว่าก็จะไม่มีใครซื้อ แต่กลับทำให้ไทยเสียตลาดไปด้วย..."



 2) คนที่สอง เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

 คุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นอยู่ในเว็บไซต์ส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลปัจจุบันอย่างแหลมคม หลังจากที่รัฐบาลอนุมัติเงินให้ ธกส.ไว้รับซื้อข้าวเปลือก 410,000 ล้านบาท และค่าบริหารโครงการอีกเกือบ 26,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 436,000 ล้านบาท (ข้าวเปลือก 25 ล้านตัน)

 "คณะรัฐมนตรีอนุมัติครั้งเดียวทั้งหมดประมาณ 436,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสองส่วน

 ส่วนที่หนึ่ง อนุมัติ 410,000 ล้านบาทให้ ธกส. โดยให้ธกส.ใช้เงินของธนาคารลุยซื้อข้าวเปลือกไปก่อน ด้วยวงเงิน 90,000 ล้านบาท อีก 320,000 ล้านบาท มอบให้คลังไปหาวิธีกู้เงินให้ ธกส.ในภายหลัง

 ส่วนที่สอง อนุมัติตั้งงบประมาณปี 2555 วงเงินที่เรียกว่าเป็นการจ่ายขาด 25,547 ล้านบาท เป็นค่าบริหารโครงการ... เฉพาะส่วนที่สองนี้ เป็นค่าบริหาร เห็นชื่อที่เรียกก็ขนลุกเกลียวแล้ว ราชการเขาเรียกว่า "จ่ายขาด"

 ขาดจริงๆ ครับ เพราะไม่ว่าส่วนที่ 1 จะกำไรหรือขาดทุนก็ไม่เกี่ยว ส่วนจ่ายขาดยังคงเป็นค่าใช้จ่าย หลีกเลี่ยงไม่ได้ จ่ายใครบ้าง จ่ายโรงสี เจ้าของโกดังและหน่วยงานของรัฐบาล

 1.จ่าย ธกส. 14,882 ล้านบาท เป็นค่าดอกเบี้ยและบริหารสินเชื่อ

 2.จ่ายโรงสี จ่ายเจ้าของโกดัง ผ่าน อคส. อตก. 9,958 ล้านบาท เป็นค่าบริหาร ค่าสีข้าว และค่าเช่าโกดัง

 3.จ่ายกระทรวงพานิชย์ 498 ล้านบาท เป็นค่าบริหาร กำกับ ดูแล และประชาสัมพันธ์ (105 ล้านบาท)

 4.จ่ายกระทรวงเกษตร 208 ล้านบาท เป็นค่าบริหารจัดการการขึ้นทะเบียน

 รั่วไหลหรือไม่ หลับตานึกภาพเอาเอง เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ เพิ่งจะได้ประสบพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ต้องร้อง "OMG พระเจ้าช่วย กล้วยทอด" รัฐบาลของน้องสาว พตท.ทักษิณอนุมัติวงเงินใช้จ่ายครั้งเดียว เกือบ 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้จ่ายเพียง 1 ปี

 เห็นตัวเลขแล้ว ท่านผู้อ่านในฐานะเจ้าของเงินหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลมไปแล้วหรือยังครับ..."

 3) ความน่าจะเป็นของเรื่องราวหลังจากนี้ คุณกอร์ปศักดิ์ได้ "ชี้โพรงให้กระรอก" หรือ "ตีปลาหน้าไซ" เอาไว้อย่างคนรู้ทันแล้ว

 "...เริ่มที่ปลายทาง พ่อค้าอ้างราคาข้าวเปลือกที่รัฐบาลกำหนด 15,000 บาทต่อตัน ถ้าจะซื้อข้าวเปลือกในราคาที่ประกาศ ผมต้องปรับราคาขายข้าวสารอีกประมาณร้อยละ 20 ถึงจะอยู่ได้ ผู้บริโภคโวยวายแน่ กระทรวงพานิชย์จะยอมให้ผมขึ้นราคาไหม ถ้าไม่ยอม ผมค้าขายไม่ได้หรอกครับ และถ้าจะให้ส่งข้าวสารไปขายต่างประเทศ ตอนนี้เขาขายกันเพียง $500 - 600 ต่อตัน ถ้าต้นทุน 15,000 บาท ก็ต้องขายประมาณ $800 ต่อตัน จนปัญญาเช่นกัน ไม่รู้จะหาคนซื้อจากไหน

 โรงสีเสริมต่อทันทีว่า ถ้าผู้ส่งออกไม่ซื้อข้าวสารจากผม ผมก็ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาไม่ได้ในราคาที่รัฐบาลประกาศเช่นกัน แต่ผมมีทางออกนะ รัฐบาลรับซื้อข้าวเปลือกทั้งหมดจากชาวนาแล้วจ้างผมสีก็แล้วกัน ถ้าไม่มีโกดังเก็บ เช่าโกดังผมก็ได้ ผมคิดค่าสีข้าวเปลือก ค่าเช่าโกดังเก็บข้าวสารในราคาที่ย่อมเยา เพราะผมอยากช่วยชาติ ช่วยชาวนา

 ผู้ส่งออกเสริมต่อ ไม่เลวครับวิธีนี้ เมื่อซื้อจนโกดังเต็ม ผมได้ order ส่งออกมา ก็ช่วยขายข้าวสารให้ผม แต่ต้องขายในราคาที่ผมสามารถแข่งขันกับประเทศส่งออกอื่นๆ ได้นะ รัฐบาลขายถูกกว่าต้นทุน รัฐบาลขาดทุนไม่เป็นไรใช้เงินภาษีมาชดเชยได้ ถือว่าเป็นการช่วยชาวนาก็แล้วกัน

 รัฐบาลฟังแล้วตอบรับข้อเสนอทันที..."
วันที่ 15/9/2011 แนวหน้า

บุญทรงไล่บี้3กรมเก็บภาษีเพิ่ม30% กรณ์"หยันรัฐหาเงินไม่ได้ตามเป้า

 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ได้มีการหารือกับ 3 กรมภาษี ถึงการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบแล้ว โดยในเบื้องต้นจะยังไม่มีการปรับขึ้นภาษีในตัวอื่นๆ แต่จะเน้นให้เกิดการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ กรมสรรพสามิต ถ้านำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) มาประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บภาษีจะทำให้สามารถเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิม 20-30% ตรงนี้คิดในเงื่อนไขการของปรับลดภาษีสรรพสามิตดีเซลที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้แล้ว

 "อัตราภาษีต่างๆ ยังไม่ได้มีการหารือกันอย่างชัดเจนว่าจะปรับขึ้นหรือไม่อย่างไร แต่มอบนโยบายให้จัดเก็บภาษีให้เป็นไปด้วยความครบถ้วน ละเอียด และรัดกุมก่อน ซึ่งในเบื้องต้นต้องการให้มีวิธีการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพขึ้นก่อนที่จะปรับขึ้นภาษี" นายบุญทรงกล่าว

 นอจากนี้ ยังได้มีการนำกฎหมายของกรมภาษีที่ยังค้างอยู่มาพิจารณาใหม่ว่าจะผลักดันตัวใด และกฎหมายตัวไหนที่จะล้าสมัยจะปรับปรุงใหม่

 ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.พระประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีต รมว.คลัง ในฐานะรองนายรัฐมนตรีเงา กล่าวว่า กรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ที่รัฐบาลได้มีการเพิ่มการเก็บรายได้เป็น 1.98 ล้านล้านบาท สูงกว่ากรอบรายได้ที่รัฐบาล ปชป. ที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับนโยบายลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะทำให้รายได้ปี 2555 หายไป 5 หมื่นล้านบาท นโยบายลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลทำให้ภาษีหายไป 3 หมื่นล้านบาท และยังมีนโยบายลดแลกแจกแถมต่างๆ ที่จะทำให้ภาษีโดยรวมของปี 2555 หายไปถึง 1 แสนล้านบาท

 ดังนั้นเมื่อเป้าภาษีที่เพิ่มขึ้น กับ ภาษีที่หายไป ทำให้คลังต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นถึง 2 แสนล้านบาท เพื่อให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ซึ่งไม่พ้นที่จะต้องรีดภาษีจากบุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น ไปชดเชยรายได้ที่หายไปจากการทำโครงการประชานิยมต่างๆ

 "ภาษีที่เป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐบาล คือภาษีของกรมสรรพากร แต่รัฐบาลก็มีนโยบายการลดภาษีนิติบุคคลที่รัฐบาลจะลดอัตราการจัดเก็บภาษีลง ก็ทำให้เหลือภาษีที่เป็นรายได้หลักเพียง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม เท่านั้นที่รัฐบาลสามารถเก็บรายได้เพิ่มได้ ทำให้กระทบกับทุกคน ในขณะที่ผู้ประกอบการมีกำไรกับเสียภาษีน้อยลง" นายกรณ์ กล่าว

วันที่ 15/9/2011 แนวหน้า

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ม.ล.จันทรจุฑาปล่อยคลิปเสียงโต้"บี" แก้ข้อกล่าวหา"เมอร์เมด-ยูนิคไมนิ่ง"บริหารไม่ขาดทุน

ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต ประธาน เจ้าหน้าที่ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ หรือ TTA ได้ออกมาแถลงข่าวตอบโต้การให้สัมภาษณ์ของนายบี เตชะอุบล กรณีการเข้ามาซื้อหุ้น TTA รวมทั้งข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารบริษัท และกรณี น.ส.ประกายดาว เขมะจันตรี ยื่นหนังสือให้เลขาธิการคณะกรรมการ ก.ล.ต.ตรวจสอบและเปิดเผยงบการเงินและผลการดำเนินงานบริษัท TTA โดยเชื่อว่ามีการยักย้ายเงินลงทุนของบริษัท โดยระหว่างแถลงข่าวได้มีการเปิดคลิปเสียงของนายบีประกอบ พร้อมกับตั้งข้อสงสัยในประเด็นคือ

1) ข้อมูลที่นายบี เตชะอุบล ชี้แจงกับสื่อมวลชนนั้น ไม่ตรงกับคลิปเสียงที่อัดไว้ระหว่างที่นายบีและพวกมาพบตนเมื่อ วันที่ 13 พฤษภาคม โดยเฉพาะประเด็นการถือหุ้น 30% ซึ่งในคลิประบุเสียงของนายบีกล่าวถึงการเข้ามาทยอยซื้อเก็บหุ้น TTA ตั้งแต่ราคาที่ 18 บาท หลังจากที่ตกลงมาจาก 50-60 บาท รวมทั้งให้ บล.คันทรี่ กรุ้ป และพันธมิตร 13 แห่ง เขียนบทวิจัยแนะนำลงทุน ซื้อลงทุนระยะกลางให้ราคาเป้าหมาย 26-30 บาท

2) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานของ TTA ที่นายบีชี้แจงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทแอดลาส แต่ในคลิปดังกล่าวมีการกำหนดเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการและผู้บริหารอย่างชัดเจน เช่น เสนอให้นายสันติดิศ ดิษกุล เข้ามาดำรงตำแหน่งมาแทนนายยศ เอื้อชูเกียรติ ซึ่งทำให้มีประเด็นตามมาว่า แนวทางการเสนอคณะกรรมการและผู้บริหารเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่

"ถ้าหากดูความสัมพันธ์ของบริษัทแอดลาส โฮลดิ้ง ที่เข้ามาถือหุ้นบริษัท จำนวน 10,000 หุ้น เราก็จะพบความผิดปกติ เช่น กรณีการจดทะเบียนที่ฮ่องกงด้วยเงินทุน 2 เหรียญฮ่องกง โดยมีผู้ถือหุ้น 2 ราย มีความเชี่ยวชาญในการจัดตั้งธุรกิจ ทั้งในและนอกชายฝั่ง จะเป็นที่ปรึกษาในการวางแผนภาษีและปกป้องทรัพย์สิน ส่วนผู้ที่รับมอบอำนาจจากแอดลาส โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น 75 ราย ที่ขอให้เรียกให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นนั้น มีประวัติเป็นนายหน้าของธุรกิจเรือบรรทุกน้ำมัน และเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ทำให้ไม่แน่ใจว่าบทบาทของบุคคลนี้มีจุดประสงค์ในการเข้ามายื่นหนังสือ" ม.ล.จันทรจุฑากล่าว

ส่วนข้อกล่าวหาของ น.ส.ประกายดาว ที่ยื่นขอให้ ก.ล.ต.สอบสวนในเรื่องของการลงทุนในบริษัทเมอร์เมด มาริไทม์ กับบริษัทยูนิคไมนิ่ง เซอร์วิสเซส ทั้ง ๆ ที่บริษัททั้ง 2 ประสบปัญหาขาดทุนนั้น ม.ล.จันทรจุฑากล่าวว่า ทั้ง 2 บริษัทไม่ได้ขาดทุน เพียงแต่ว่ากำไรปรับตัวลดลงและไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยก่อนหน้านี้บริษัทเมอร์เมดฯประสบปัจจัยลบทั้งทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่ลดลง ส่งผลต่อการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและวิกฤตซับไพรม ทำให้บริษัทประสบผลกำไรลดลง แต่บริษัทก็ได้มีการแก้ไขปัญหาด้วยการหาลูกค้า ซึ่งกำลังจะมีการหาลูกค้ามาเพิ่ม โดยการลงนามสัญญากับลูกค้ารายดังกล่าว มูลค่า 3,000 ล้านบาท จะทำให้ไตรมาส 3 และ 4 จะกลับมามีรายได้ที่ดีขึ้น ส่วน UMS บริษัทได้มีการทยอยขายสต๊อกถ่านหิน ซึ่งรับว่ามาร์จิ้นไม่สูง เพราะต้องการลดปริมาณถ่านหินที่ไม่มีคุณภาพออกไปให้หมด และลดความเสี่ยงด้วยการคืนเงินกู้เพื่อลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยไปด้วย ทำให้บริษัทมีผลประกอบการกำไรลดลง

ประชาชาติธุรกิจ